การรับทรัพย์มรดก หรือสินส่วนตัวต่าง ๆ ของผู้ตาย สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม และทรัพย์สินทุกชนิดที่เป็นของเจ้ามรดก ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกระบุว่าเจ้ามรดกหรือผู้ตายเป็นเจ้าของ หรือมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อเจ้าของเสียชีวิตไป ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกเรียกว่าเป็น “ทรัพย์มรดก” ตามกฎหมาย ซึ่งจะตกแก่ทายาทของผู้ตาย และในบทความนี้ พี่ไว้ใจ จะขอพูดถึงลงรายละเอียด การรับมรดกที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิ์ในการรับมรดก คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับ ขั้นตอนและสิ่งสำคัญที่ควรรู้ ใครกำลังหาข้อมูลกฏหมายเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ก็ตามพี่ไว้ใจมาทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ
เลือกอ่านตามความสนใจ
- หลักเกณฑ์การรับมรดกที่ดิน
- เอกสารหลักฐานที่ต้องเตรียม
- ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรับมรดกที่ดิน
- ขั้นตอนในการรับมรดกที่ดิน
หลักเกณฑ์ การรับมรดกที่ดิน
การรับมรดกที่ดิน สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้ามรดก หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ถึงแก่ความตาย โดยตามกฎหมายมรดกใหม่ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ สำหรับผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดิน จากเจ้ามรดก 2 ประเภท คือ
1. ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
2. ผู้รับมรดกซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม
และเพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายขึ้น พี่ไว้ใจขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับผู้มีสิทธิรับมรดก ดังนี้ค่ะ

Credit : canva.com
ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท หรือเป็นญาติพี่น้อง ที่มีความเกี่ยวพันกับเจ้ามรดกโดยตรง ก็สามารถรับมรดกที่ดินได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะเป็นญาติหรือไม่ก็ตาม หากเจ้าของที่ดินหรือเจ้ามรดก ต้องการจะยกที่ดินให้แก่คุณ ก็สามารถทำได้โดยการเขียนระบุไว้ในพินัยกรรม ว่าต้องการยกที่ดินแปลงใดไว้ให้คุณ
แต่ทั้งนี้การทำพินัยกรรมสำหรับการระบุการรับมรดกที่ดินไว้นั้น ก็จะต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ซึ่งการทำพินัยกรรมดังกล่าว สามารถทำได้ด้วยตนเอง เรียกว่า พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ เป็นการเขียนด้วยลายมือชื่อของผู้ตายเอง เป็นการทำพินัยกรรมเพื่อกล่าวถึง การยกทรัพย์มรดกต่าง ๆ ไว้ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการรับแบ่งปันทรัพย์มรดกไว้ก่อนตายนั่นเอง
นอกจากนั้น ยังมีพินัยกรรมแบบที่เราอาจจะคุ้นเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง นั่นก็คือ พินัยกรรมที่มีทนายความหรือมีคนอื่นเขียนให้ ซึ่งในเนื้อความของพินัยกรรมฉบับนั้น ก็จะต้องมีการกล่าวถึงการยกทรัพย์มรดกต่าง ๆ ไว้ให้แก่ใครบ้าง อย่างไร แบ่งเป็นส่วนเท่าใด โดยจะระบุให้ใครเป็นผู้รับมรดกก็ได้เช่นกัน
แต่การทำพินัยกรรมแบบนี้ จะต้องถูกต้องตรงตามหลักเกณฑ์ด้วย คือ จะต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย พินัยกรรมจึงจะสมบูรณ์ และพยานนั้นจะต้องมีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป ไม่เช่นนั้น หากมีใครกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมนี้ใช้ไม่ได้ เป็นโมฆะ การระบุเรื่องการยกที่ดินหรือทรัพย์มรดกไว้นั้น ก็ไม่สมบูรณ์นั่นเอง
สุดท้ายเป็นพินัยกรรมแบบฝ่ายเมือง คือ เจ้ามรดกได้ไปแจ้งการทำพินัยกรรมที่ฝ่ายทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขตกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ว่าต้องการยกทรัพย์มรดกอะไร ให้ใครบ้าง แต่พินัยกรรมชนิดนี้ไม่ค่อยพบเห็นการทำเท่าใดนัก
ผู้รับมรดกที่เป็นทายาทโดยธรรม
แค่ฟังจากชื่อก็น่าจะพอเข้าใจได้บ้างว่า จะต้องเป็นทายาทโดยธรรมหรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นทายาท ลูก หลาน หรือญาติตามลำดับของเจ้ามรดกนั่นเอง โดยกฎหมายกำหนดลำดับการรับมรดก ไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นทายาทลำดับที่ใกล้ชิดที่สุดก่อน หากไม่มีทายาทในลำดับเหล่านั้น จึงค่อยไล่ลำดับของทายาทลำดับถัดไป หากทายาทลำดับแรกไม่มีอยู่ ก็ไล่ลำดับทายาทไปเรื่อย ๆ
แต่หากไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีทายาทเลย ทรัพย์มรดกก็จะตกได้แก่แผ่นดิน เช่น หากเจ้ามรดกมีลูก ทายาทลำดับถัดไปก็หมดสิทธิ์ เนื่องจากเป็นทายาทที่ใกล้ชิดที่สุด แต่ทั้งนี้กฎหมายก็ยังเปิดโอกาสให้ทายาทเหล่านี้ มีสิทธิรับมรดกร่วมกับลูกของเจ้ามรดกอยู่ คือ พ่อ แม่ ของเจ้ามรดก มีสิทธิได้รับมรดกกึ่งส่วนร่วมกับลูก และภรรยาหรือสามีของเจ้ามรดก ก็ยังคงมีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับลูก คนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน แต่ทายาทลำดับที่ถัดไปจากนี้ จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกแล้ว
เอกสารหลักฐานที่ต้องเตรียมในการรับมรดกที่ดิน
เมื่อเพื่อนๆ รู้ตัวแล้วว่าคุณเป็นคนที่จะได้รับมรดกที่ดินจากเจ้ามรดก ก็จะต้องเตรียมเอกสาร หลักฐานเพื่อไปยื่นคำขอจดทะเบียนรับมรดกที่ สำนักงานที่ดิน ดังนี้
- โฉนดที่ดิน
- หลักฐานการตายของเจ้ามรดก เช่น ใบมรณบัตร
- พินัยกรรม (ถ้ามี)
- เอกสารส่วนตัว ประกอบการจดทะเบียน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบสูติบัตร และเอกสารส่วนตัวต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินนั้น

Credit : canva.com
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน การรับมรดกที่ดิน
ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินตามกฎหมายมรดกที่ดินใหม่ มีรายละเอียดเบื้องต้นที่ต้องเตรียม ดังนี้
- ค่าคำขอ แปลงละ 5บาท
- ค่าประกาศมรดก แปลงละ 10 บาท
- ค่าจดทะเบียนผู้จัดการมรดก แปลงละ 50 บาท (ในกรณีที่มีผู้จัดการมรดก)
- ค่าจดทะเบียนโอนมรดก ร้อยละ 2 ตามราคาประเมินทุนทรัพย์
Tips : ค่าธรรมเนียมในกรณีโอนมรดก ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือระหว่างคู่สมรส คือ ทายาทโดยธรรม เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ร้อยละ 0.5 ซึ่งจะมีการประเมินราคาที่ดินจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนในเบื้องต้น
ขั้นตอน การรับมรดกที่ดิน
1. เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต และมีการทำพินัยกรรมไว้ ให้ทายาทยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้จัดการตามพินัยกรรม และนำคำสั่งของศาลไปจัดการตามพินัยกรรมได้
2. หากต้องการตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันทรัพย์สินระหว่างทายาทด้วยกัน ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอจัดตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใด ก็ให้ผู้จัดการมรดก จัดการตามคำสั่งศาลนั้น
3. ทายาททำการยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์สินผู้ตาย หรือการยื่นคำร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดก สามารถยื่นคำร้องให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ ช่วยเหลือในกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จะมีพนักงานอัยการช่วยเขียนคำร้องและยื่นต่อศาลให้ ตามระเบียบอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ในการช่วยเหลือประชาชน
4. หากเจ้ามรดกไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ ทายาทจะต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน โดยศาลจะพิจารณาจากทายาทโดยธรรม ตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้
5. คำสั่งศาลหรือคำพิพากษาของศาล ทุกกรณีที่ยุติแล้ว สามารถนำไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อดำเนินการจดทะเบียนที่ดินได้ต่อไป

Credit : canva.com
Tips : สำหรับเรื่องภาษีการรับมรดก หากมรดกที่ได้รับมามีมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร เพราะได้รับการยกเว้น แต่หากมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทก็จะต้องเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยหากผู้รับมรดกเป็นทายาทโดยธรรม เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ของเจ้ามรดกก็จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกนั้น ๆ
สรุปส่งท้าย
การรับมรดกที่ดิน ตามกฎหมายมรดกที่ดินใหม่ อาจมีขั้นตอนและรายละเอียด ที่ต้องทำความเข้าใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากหรือซับซ้อนมากนัก โดยพี่ไว้ใจก็หวังว่าข้อมูลที่เราได้สรุปไว้ให้นั้น จะเป็นแนวทางช่วยให้การรับมรดกที่ดินของเพื่อน ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น ไร้ปัญหาและอุปสรรคนะคะ








