ติดตามไว้ใจ :

วัสดุกรุผนังภายนอก 9 สไตล์ บอกเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ให้บ้านสวยยิ่งขึ้น

วัสดุกรุผนังภายนอก 9 สไตล์ บอกเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ให้บ้านสวยยิ่งขึ้น

ชอบเรื่องนี้ใช่ไหม? แชร์เลย

10

การออกแบบบ้านหรืออาคารสักหลัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการวางผังพื้นที่ใช้งานอาคาร (Planning) และ การวางรูปทรง (Mass Model) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้งานอาคารนั้นตอบโจทย์ผู้ใช้งานในด้านความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิต แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ วัสดุกรุผนังภายนอก อาคาร ที่เป็นส่วนสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการรับรู้ถึงรูปแบบและความสวยงามของอาคารนั้น อีกทั้งวัสดุที่เหมือนกันเมื่อถูกนำมาใช้กับรูปทรงของอาคารที่ต่างกัน ก็จะทำให้เกิดความสวยงามแตกต่างกันออกไปด้วย จึงถือเป็นความท้าทายของทั้งเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบในการเลือกใช้วัสดุกรุผนังเหล่านี้ให้ถูกจุด วันนี้เราลองไปดูกันว่า วัสดุสำหรับการใช้งานบนผนังภายนอกอาคารจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และเหมาะกับบ้านแบบไหน พี่ไว้ใจ รวบรวมมาแนะนำแล้วค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ

  1. ไม้เทียม
  2. ผนังกระเบื้องดินเผา
  3. หินเทียม
  4. ผนังหินธรรมชาติ
  5. ผนังปูกระเบื้องเซรามิค
  6. ผนังเมทัลชีท (Metal Sheet) 
  7. อลูมิเนียมคอมโพสิต (Aluminium Composite)
  8. ผนังสีพ่น Texture
  9. ผนังวีเนียร์หิน

1. ไม้เทียม

รูปแบบอาคารที่ดูเป็นธรรมชาติ เน้นการใช้ไม้และสีโทนอบอุ่น เป็นสไตล์การตกแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมทุกยุคทุกสมัย แต่การใช้ไม้จริงทุกวันนี้อาจมีราคาแพง และเจ้าของบ้านเองก็ไม่อยากรับภาระการซ่อมบำรุงที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับการใช้ไม้จริง เช่น เรื่องการยืดหดตัว การแตกร้าว หรือปลวก เป็นต้น ดังนั้นการใช้ไม้เทียม ตกแต่งผนังภายนอก จึงเป็นทางเลือกอีกรูปแบบที่น่าสนใจ โดยมีข้อดีที่นอกจากความทนทานก็คือ มีรูปแบบที่หลากหลายมาก ทั้งแบบหน้ากว้างตั้งแต่ 2”-5” สำหรับแปะลงบนโครงเหล็ก หรือแบบกล่อง 1”-2” ที่สามารถนำมาปูเว้นระยะก็ได้เอฟเฟ็กความสวยงามแตกต่างกันออกไป มีราคาตั้งแต่ 500 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

2. ผนังกระเบื้องดินเผา

เป็นรูปแบบการใช้ วัสดุกรุผนังภายนอก ที่ให้อารมณ์คล้ายกับการก่ออิฐโชว์แนวที่นิยมกัน แต่จะได้ความเรียบคมจากรูปแบบของขอบกระเบื้องดินเผาที่เลือกใช้ ข้อดีของการใช้กระเบื้องดินเผาคือมีสีสันให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบธรรมชาติเหมือนอิฐแดง สีเทา สีดำที่ให้สไตล์ดูโมเดิร์นมากขึ้น หรือใครที่ชอบสไตล์ลอฟต์ดิบๆ ก็ยังสามารถเลือกใช้วัสดุนี้ได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีข้อดีคือสามารถเลือกลายหรือแพทเทิร์นสำหรับการปูได้หลากหลาย ซึ่งแต่ละลายที่ปูก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันด้วย เช่น ปูแบบลายอิฐจะให้ความรู้สึกแบบคลาสสิก แบบลายก้างปลาให้ความรู้สึกแบบวินเทจ หรือจะปูแบบตาราง ฉากต่อฉากก็ได้เช่นกัน มีราคาตั้งแต่ 600 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าติดตั้ง

3. หินเทียม

วัสดุกรุผนังภายนอก อีกประเภทหนึ่งที่มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย ทั้งสี แพทเทิร์นการวาง พื้นผิวของแต่ละแบบ ช่วยให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันได้ ทำให้ใช้กับบ้านได้หลายรูปแบบ เช่น บ้านในสไตล์โมเดิร์นอาจเลือกใช้หินเทียมที่มีความเรียบ สีโทนขาวเทาดำ หรือบ้านที่มีสไตล์อังกฤษ คันทรีหรือเน้นความเป็นธรรมชาติอาจเลือกใช้หินเทียมที่มีพื้นผิวขรุขระ ดูไม่เนี๊ยบมากได้ความรู้สึกสบายๆ ส่วนใหญ่ตามโครงการบ้านจัดสรรมักนิยมใช้เพราะสีของวัสดุจะไม่เปลี่ยนไปมากเมื่อโดนฝนหรือตากแดด ไม่มีคราบตรงรอยต่อเมื่อโดนความชื้น แต่หินเทียมบางชนิดก็มีราคาแพงเทียบเท่าหรือแพงกว่าหินจริงได้เช่นกัน มีราคาตั้งแต่ 1,000 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

4. ผนังหินธรรมชาติ

วัสดุกรุผนังภายนอก ที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ มีข้อดีคือมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของหินแต่ละชนิดและแต่ละแผ่นที่ไม่ซ้ำกันเลย สามารถกรุได้ทั้งระบบเปียกหรือระบบแห้ง (ตั้งโครงเหล็ก) หินธรรมชาติที่นิยมนำมาติดผนัง มีทั้งแบบแผ่นขนาดใหญ่ เช่น หินแกรนิต หิน Travertine หรือเป็นชิ้นประกอบกันคล้ายกระเบื้องโมเสคหินธรรมชาติ เช่น หินควอทช์ หินกาบ เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจการกรุผนังด้วยหินธรรมชาติแบบนี้ เวลาเลือกจะต้องมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ โดยไปเลือก แผ่น (Slab) ที่ร้านก่อนสั่ง เพราะลวดลายแต่ละชิ้นก็จะไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความพึงพอใจของเจ้าของนั่นเอง ผนังหินธรรมชาติมีราคาตั้งแต่ 2,000 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

5. ผนังปูกระเบื้องเซรามิค

วัสดุกรุผนังชนิดนี้อาจจะเห็นกันได้ทั่วไปและคุ้นเคยกันดี เพราะหาซื้อได้ไม่ยาก มีข้อดีคือความแข็งแรงทนทาน มีการดูดซึมน้ำต่ำ บางประเภทรับน้ำหนักและแรงกระแทกได้ อีกทั้งยังมีขนาดให้เลือกหลากหลายด้วย เช่น ใครที่ชอบแนวลายไม้ ก็จะมีกระเบื้องแนวยาวเหมือนไม้ให้เลือก หรือใครที่ชอบแบบลายหินก็สามารถเลือกได้ทั้งขนาด 30×30 ซม., 30×60 ซม., 60×60 ซม. แถมบางยี่ห้อได้ทำกระเบื้องขนาดใหญ่พิเศษ 1.20 x 2.40 ม. เอาไว้ให้เลือกใช้ได้อีกด้วย ทุกวันนี้กระเบื้องเซรามิคถูกพัฒนาออกไปให้มีลวดลายหลากหลายมากขึ้น มีทั้งแบบที่เป็นเคลือบผิวหน้า และแบบเนื้อเดียวทั้งแผ่นที่มีข้อดีคือ เมื่อกะเทาะแล้วจะไม่เห็นสีที่แตกต่างกันของเนื้อภายในและผิวหน้า แผ่นกระเบื้องเซรามิคมีราคาตั้งแต่ 200 บาทต่อตร.ม. ไปจนถึงหลักพัน ไม่รวมค่าติดตั้ง

6. ผนังเมทัลชีท (Metal Sheet)

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการนำเมทัลชีทไปใช้มุงหลังคา แต่ยังมีเมทัลชีทอีกประเภทที่เรียกว่า เมทัลชีทลอนผนัง มีความสูงลอนต่ำกว่า ประมาณ 2 มม. มีลายเส้นที่เล็กกว่า ทำให้สะดวกในการทำความสะอาดพื้นผิว เหมาะกับการนำมากรุ ตกแต่งผนังภายนอก โดยเฉพาะอาคารในสไตล์ลอฟท์ สไตล์โมเดิร์น และอินดัสเทรียล ข้อดีของเมทัลชีทคือมีน้ำหนักเบา สามารถยึดติดกับโครงเหล็กได้ง่าย มีแผ่นขนาดใหญ่ที่นอกจากจะช่วยเรื่องปัญหาน้ำรั่วบริเวณรอยต่อแล้ว ยังใช้เวลาในการปูน้อยกว่าการปูวัสดุแบบอื่นๆ ด้วย รวมถึงยังสามารถดัดโค้งทำรูปทรงต่างๆ ของอาคารได้ง่าย แต่ข้อเสียของเมทัลชีทอาจทำให้พื้นที่ภายในร้อน ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีเดียวกับการนำเมทัลชีทไปใช้บนหลังคา นั่นก็คือ การใส่ฉนวนกันความร้อนนั่นเอง โดยแผ่นเมทัลชีทมีราคาประมาณ 80 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

7. อลูมิเนียมคอมโพสิต (Aluminium Composite)

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดีกับวัสดุตัวนี้ เพราะเห็นได้ตามอาคารโครงสร้างเหล็ก มีข้อดีคือเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ทนแดด ทนฝน เลือกสีและลายได้หลากหลาย สามารถนำชิ้นอลูมิเนียมคอมโพสิต ไปติดตั้งกับโครงเหล็กได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังใช้งานร่วมกันกับผนังกระจกได้อย่างเป็นระบบ โดยการออกแบบการจะต้องดูขนาดการต่อชิ้นให้รอยต่อเป็นแพทเทิร์น ตกแต่งผนังภายนอก ที่สวยงาม ลงตัว มีราคาตั้งแต่ 500 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

8. ผนังสีพ่น Texture

เป็นอีก วัสดุกรุผนังภายนอก ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เกิดจากการพ่นเนื้อทรายสังเคราะห์ที่ผสมสีสันต่างๆ ลงไป มีการกั้นเทปเป็นลวดลายตอนพ่นเพื่อให้เกิดแพทเทิร์นผนังที่แตกต่างกันได้หลายรูปแบบ มีพื้นผิวที่พ่นหลากหลายทั้งผิวเรียบหรือแบบผิวสัมผัสละเอียด แบบผิวสัมผัสหยาบ หรือแบบผิวสัมผัสขรุขระ ซึ่งแต่ละพื้นผิวก็เกิดความสวยงามเหมาะกับสไตล์บ้านที่แตกต่างกัน ใครชอบบ้านแบบยุโรปอาจเลือกแบบผิวสัมผัสขรุขระในสีโทนครีมเทาก็ได้เช่นกัน มีราคาตั้งแต่ 200 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าแรงต่อตร.ม.

9. ผนังวีเนียร์หิน

ให้ความรู้สึกเหมือนการใช้หินธรรมชาติ เพราะเป็นการสกัดหน้าหินจริงมาใช้ให้มีความบางลงที่ประมาณ 2 มม. และใช้การติดกาวโพลียูริเทนมีความทนทาน ข้อดีของการใช้วีเนียร์หินคือสามารถนำมาดัดโค้งหรือติดกับโครงสร้างอาคารที่มีมุม หรือมีเสาได้ดี และมีน้ำหนักเบากว่าหินจริงมากเช่นกัน มีราคาตั้งแต่ 2,000 บาทต่อตร.ม. ไม่รวมค่าโครงและค่าติดตั้ง

สรุปส่งท้าย

ทุกวันนี้เทคโนโลยีในการผลิตวัสดุก่อสร้างได้พัฒนาขึ้นไป เพื่อลดข้อด้อยของวัสดุเดิมและเพิ่มทางเลือกให้กับเจ้าของบ้านมากขึ้น เช่น การลดน้ำหนักแผ่นวัสดุให้น้อยลงเพื่อลดโครงให้ติดตั้งง่ายขึ้น การทำลวดลายที่สมจริงเหมือนธรรมชาติ หรือสีพ่น Texture ที่มีรูปแบบให้เลือกมากขึ้นทั้งพื้นผิวและสี เพื่อนๆ คนไหนที่รู้แล้วว่าชอบบ้านสไตล์อะไร อาจจะลองขอชิ้นตัวอย่างหรือไปดูของจริงของวัสดุแต่ละชนิดเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ได้บ้านสวยในสไตล์ที่ใช่ภายใต้งบประมาณที่เรากำหนดได้ด้วยนั่นเอง 

อยากพูดอะไรเกี่ยวกับบทความนี้

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*

บทความสุดฮิตติดอันดับ

Category อื่นๆ