ไม่แปลกที่การ ต่อเติมบ้าน จะเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ แถมยังเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อีกด้วย หากเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นวิศวกร สถาปนิกหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างเองก็อาจจะไม่มีประสบการณ์ และเกิดความกังวลใจได้ และบทความนี้ พี่ไว้ใจ จึงได้รวบรวมเอาทุกประเด็นปัญหาและข้อควรรู้ก่อนต่อเติมบ้านมาฝากเอาไว้ให้เพื่อน ๆ ที่กำลังสนใจต่อเติมบ้านได้ลองไปปรับใช้ดู กับ 9 เรื่องต้องรู้ก่อนต่อเติมบ้าน ไม่อยากมีปัญหากวนใจ ต้องอ่าน ใครไม่อยากให้เกิดปัญหายุ่งยากต้องมาปวดหัวทีหลัง เตรียมตัวเช็กลิต์ตามพี่ไว้ใจได้
เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ
- ต่อเติมบ้าน เริ่มยังไงดี
- ตรวจสอบทุกอย่างก่อนลงมือต่อเติม
- กำหนดงบ กันบานปลาย
- เรื่องกฏหมายต่อเติมบ้าน ห้ามละเลย
- ต้องขออนุญาตก่อสร้างต่อเติม
- หาวัสดุที่ถูกใจ เพื่อบ้านที่ใช่
- เลือกผู้รับเหมาดี เจ้าของบ้าน Happy
- สัญญาว่าจ้างต้องมี
- ตรวจสอบและรับมอบงานอย่างรอบคอบ
1. อยากจะ ต่อเติมบ้าน เริ่มยังไงดี
ก่อนอื่นเรามาเริ่มกันที่การวางแผนการต่อเติมบ้านกันก่อน โดยเราอาจจะร่างออกมาเป็น Check lists เกี่ยวกับความต้องการพื้นที่ว่าอยากได้อะไรบ้างโดยไล่จากที่สำคัญมากไปน้อย ลองวาดภาพคร่าว ๆ กันก่อนว่าการต่อเติมบ้านในครั้งนี้ทำเพื่อตอบโจทย์ในการพักอาศัยของเรายังไง
เพราะเจ้าของบ้านหลายคนพอทำไปแล้วก็เริ่มมีไอเดียบรรเจิด อยากเติมอยากเพิ่มทีหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีกับเงินในกระเป๋าเราแน่นอน แถมระยะเวลาก่อสร้างยังจะยืดเยื้อออกไปอีก เราควรจะสรุปขอบเขตงานให้ได้ตั้งแต่แรกเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอนแผนงานที่วางไว้ ไม่เกิดการแก้หรือวนกลับไปทำงานซ้ำเดิมอีกนะ

Credit : Canva.com
2. ตรวจสอบทุกอย่างก่อนลงมือ ต่อเติมบ้าน
ก่อนต่อเติมบ้านเพื่อน ๆ อย่าลืมเช็คสภาพบ้านเดิมกันก่อน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้าง เพราะจะส่งผลอย่างมากต่อการเพิ่มส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารออกไป เช่น การเติมห้องเพิ่มบนพื้นเดิมที่มีอยู่แล้วก็ควรเช็คโครงสร้างเดิมก่อน เพราะหลาย ๆ ที่อย่างบ้านจัดสรรทั่วไปก็มักจะเป็นพื้นคอนกรีตวางบนดิน หรือที่เรียกว่า Slab on Ground ไม่ได้มีฐานราก ถ้ามีการต่อเติมห้องเพิ่มขึ้นมาก็อาจจะทำให้บ้านทรุดตัวลงได้
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการต่อเติมบ้านด้านข้างอย่างที่เรามักจะเห็นตามพื้นที่ด้านหลังตึกแถวหรือด้านหลังบ้านจัดสรร การต่อเติมบ้านด้านข้างไม่ควรเชื่อมโครงสร้างของอาคารใหม่กับอาคารเก่าเพราะจะทำให้เกิดการทรุดตัวไม่เท่ากันได้ เพื่อน ๆ ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้างหรือให้ทางผู้รับเหมาดูเพิ่มเติมเพื่อให้ตอนก่อสร้างมีการแยกโครงสร้างออกจากกันและใช้การปิดรอยต่อระหว่างอาคารดัวยวัสดุอื่นแทน
3. กำหนดงบ กันบานปลาย
ต่อมาก็ลองวางกรอบของงบประมาณที่คิดว่าจะใช้และกรอบเวลาคร่าว ๆ เพื่อให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมได้ เช่น ถ้าเกิดงบประมาณไม่เพียงพอเราก็สามารถตัดความต้องการบางอย่างที่ไม่สำคัญออกไปได้ เพราะปัจจัยสำคัญในการก่อสร้างที่มีผลเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันก็คือเรื่องของเวลา งบประมาณ และคุณภาพของงานนั่นเอง

Credit : Canva.com
4. เรื่องกฏหมายต่อเติมบ้าน ห้ามละเลย
หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ต่อเติมบ้านน่าจะไม่จำเป็นต้องทำอะไรเกี่ยวกับกฎหมายให้วุ่นวาย แต่หลายครั้งที่มีการต่อเติมอาคารเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับพบว่าเป็นการต่อเติมที่ผิดกฎหมาย ทางเขตหรือเทศบาลจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและบางรายอาจจะต้องทำการรื้อทิ้งกันเลยทีเดียว ดังนั้น เราควรดูความเป็นไปได้ทางกฎหมายก่อน เช่น การต่อเติมบ้านด้านข้างให้มีระยะร่นเหลือระหว่างอาคารและเขตที่ดิน เป็นต้น
5. ต้องขออนุญาตก่อสร้างต่อเติม
การต่อเติมบ้านที่มีการดัดแปลงโครงสร้าง ทุบรื้อ หรือดัดแปลงอาคารที่ส่งผลต่อโครงสร้างเดิมเกิน 10% ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตในการก่อสร้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้เกิดความปลอดภัยในการพักอาศัยของเราและของเพื่อนบ้านรอบข้างนั่นเอง
สำหรับกรณีที่การต่อเติมบ้านต้องขออนุญาตก่อสร้าง มีแบบที่ต้องใช้เพื่อยื่นขออนุญาตกับเขตหรือเทศบาลก็คือ แบบสถาปัตย์ แบบวิศวกรรมโครงสร้าง และวิศวกรรมสุขาภิบาล (ในกรณีที่บ้านไม่ได้อยู่ในโครงการจัดสรร)
แต่สำหรับบ้านของใครที่ไม่ได้ต่อเติมดัดแปลงโครงสร้างเดิมเยอะจนต้องขออนุญาต ก็จะมีเฉพาะแบบชุดก่อสร้าง (For Construction) สำหรับใช้ในการสื่อสารกับผู้รับเหมา ซึ่งจะประกอบด้วยแบบสถาปัตย์ แบบวิศวกรรมทั้งระบบโครงสร้าง ไฟฟ้า สุขาภิบาล โดยอาจจะใช้แบบนี้ในการจัดหาผู้รับแหมาด้วย
6. หาวัสดุที่ถูกใจ เพื่อบ้านที่ใช่
หลายคนเห็นบ้านตามนิตยสารหรือรีวิวบ้านแล้วรู้สึกชอบก็นำรูปแบบนั้นมาให้ผู้รับเหมาสร้าง แต่กลับไม่ได้บ้านแบบที่คาดหวังเอาไว้ พี่ไว้ใจแนะนำว่าในขั้นตอนนี้น่าจะลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
อย่างทุกวันนี้ตามแหล่งขายวัสดุก่อสร้าง ก็มักจะมีทีมผู้ออกแบบเอาไว้ช่วยเจ้าของบ้านให้การเลือกวัสดุและให้คำปรึกษาต่าง ๆ ฟรี แต่ถ้าใครที่พอจะมีงบประมาณและต้องการความมั่นใจว่าจะได้บ้านแบบที่ต้องการแน่ ๆ อาจจะหาสถาปนิกมาช่วยดูโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน
7. เลือกผู้รับเหมาดี เจ้าของบ้าน Happy
สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่คิดว่าการหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้เป็นเรื่องยาก ทุกวันนี้ก็มีหลายเว็บ หลายแอปพลิเคชั่นที่ช่วยแนะนำผู้รับเหมาที่ดี แถมยังมีรีวิวผลงานที่เคยทำรวบรวมเอาไว้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เจ้าของบ้านได้เลือกใช้กันด้วยนะ
ใครเริ่มหาผู้รับเหมาที่น่าสนใจได้แล้วก็ควรนัดไปดูผลงานที่ทำอยู่ พี่ไว้ใจแนะนำว่าอย่าดูเฉพาะงานที่เขาสร้างเสร็จแล้วเพราะเราจะเห็นแต่ความสวยงามที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ควรไปดูงานที่ยังก่อสร้างอยู่ เช่น ขั้นตอนงานโครงสร้าง งานก่อฉาบ งานโครงหลังคา เป็นต้น
8. สัญญาว่าจ้าง ต่อเติมบ้าน ต้องมี
การทำสัญญาว่าจ้างเราจะใช้แบบสำหรับประกวดราคา (For Bidding) หรือถ้าในงานเล็ก ๆ อาจจะไม่ต้องทำแบบหลายชุดก็สามารถใช้แบบก่อสร้างคิดราคาไปได้เลย โดยผู้รับเหมาจะจัดทำใบแสดงรายการวัสดุและค่าใช้จ่ายตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในแบบออกมาให้เราเห็นราคารวมก่อนตัดสินใจจัดจ้าง ในขั้นตอนนี้ควรจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีแบบก่อสร้างและมีใบแสดงรายการวัสดุและค่าใช้จ่ายประกอบในสัญญานี้ด้วย
9. ตรวจสอบและรับมอบงาน อย่างรอบคอบ
นอกจากระหว่างการต่อเติมบ้านที่เจ้าของและสถาปนิกจะเข้าไปตรวจงานอย่างสม่ำเสมอแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญคือการตรวจรับมอบงานจากทีมผู้รับเหมาก่อสร้าง ข้อแนะนำในขั้นตอนนี้คือควรนำแบบก่อสร้างและรายการวัสดุประกอบแบบไปด้วย เพื่อใช้ตรวจสอบว่ามีการก่อสร้างตามแบบและใช้วัสดุตรงตามที่สเปคหรือไม่
และที่สำคัญคือควรทำเช็คลิสต์รายการใช้งานเพื่อตรวจสอบไปด้วย โดยเริ่มกันตั้งแต่เรื่องประตูหน้าต่าง การฉาบผนัง การปูพื้น การตรวจระบบไฟฟ้า ประปา และระบบระบายน้ำ เป็นต้น แต่สำหรับใครที่ไม่มั่นใจก็อาจจะหาผู้เชี่ยวชาญที่รับตรวจงานมาเป็นผู้เช็คแทนเราก็ได้เช่นกัน

Credit : Canva.com
สรุปส่งท้าย
สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยู่บ้านมานานหลายปีและมีไอเดียในการตกแต่งต่อเติมบ้าน หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้คงลดความกังวลไปได้บ้าง อยากกั้นห้องต่อเติมพื้นที่สำหรับสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้น หรือต่อเติมพื้นที่ชั้นล่างให้เป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ โปรเจคเหล่านี้จะไม่ถูกพับเก็บเพราะความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการก่อสร้างแล้วใช่มั้ยล่ะ
แต่ถ้าใครที่ยังคิดว่าไม่อยากเสี่ยงพี่ไว้ใจก็ขอแนะนำว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานก่อสร้างมาช่วยดูแลก็ไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปนัก เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรับรองว่าคุ้มค่ากับความรู้และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่จะมาช่วยเจ้าของบ้านได้อย่างแน่นอน










