เวลาที่ทุกคนไปเดินห้างสรรพสินค้า แล้วเดินไปที่บริเวณชั้นวางหลอดไฟ เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าหลอดไฟแต่ละแบบ มีคุณสมบัติ และความแตกต่างกันอย่างไร หลอดไฟประเภทไหนควรติดตรงจุดไหน ถึงจะเหมาะสม วันนี้ พี่ไว้ใจ จะมาไขข้อข้องใจ ที่เพื่อน ๆ กำลังสงสัยเกี่ยวกับหลอดไฟทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โทนสีของแสงไฟ และประเภทของหลอดไฟที่เรานิยมใช้ การวางตำแหน่งไฟ รวมไปถึง เทคนิคการวาง แสงไฟ ในบ้าน ว่าห้องไหนควรติดใช้หลอดไฟแบบใด ตามมาดูกันเลยค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ
- รู้จัก โทนสีของแสงไฟ
- ประเภทของหลอดไฟส่องสว่าง
- 4 เคล็ดลับการเลือกจัดแสงไฟ ให้เหมาะสำหรับบ้าน
- เทคนิคการวางตำแหน่งแสงไฟ ให้เหมาะกับห้องต่าง ๆ
รู้จัก โทนสีของแสงไฟ
เรามาเริ่มกันที่ การทำความรู้จักเกี่ยวกับ โทนสีของแสงไฟ กันก่อนเลยดีกว่าค่ะ ซึ่งโทนสีที่บ้านเรานิยมใช้กันโดยทั่วไป จะมีทั้งหมด 3 สีด้วยกัน ได้แก่ Warm White, Day Light และ Cool White โดยแต่ละโทนสี การใช้งานก็จะแตกต่างกันออกไป เพื่อให้เราเลือกใช้แสงไฟให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับสถานที่ที่เราติดตั้ง เรามาทำความรู้จักกับโทนสีต่าง ๆ กันดีกว่าค่ะ
Warm White เป็นแสงสีเหลืองนวล โทนสีอุ่น ๆ ไม่สว่างมาก เป็นแสงที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา นิยมใช้เป็นแสงเพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติก เหมาะสำหรับใช้ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น
Day Light เป็นแสงสีขาวที่สว่างไสว เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ในตอนกลางวัน เป็นโทนแสงที่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน และเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดอีกด้วย เหมาะกับสถานที่ที่ต้องการแสงสว่างในการมองเห็นค่อนข้างมาก หรือต้องการความละเอียดในการมองเห็น เช่น ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ หรือห้องน้ำ
Cool White เป็นลูกผสมระหว่าง Warm White กับ Day Light เป็นแสงสีขาวอมฟ้า โดยมีทั้งความสว่างจากโทนสีฟ้า และความอบอุ่นจากโทนสีส้มในเวลาเดียวกัน เป็นตัวเลือกกลาง ๆ ที่สามารถใช้ได้แทบทุกพื้นที่ เพราะสีจะค่อนข้างออกไปทางขาวนวล ทำให้นุ่มสบายตา ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในห้องนั่งเล่น หรือห้องครัว
ประเภทของหลอดไฟส่องสว่าง
เมื่อเรารู้จักโทนสีของ แสงไฟ ในบ้าน กันไปแล้ว ต่อมาเป็น ประเภทของหลอดไฟ กันบ้างนะคะ ในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการที่พัฒนาไปไกล จึงทำให้มีหลอดไฟมากมายหลายประเภทที่ผลิตออกมา เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด สำหรับในประเทศไทย มีการใช้หลอดไฟหลายประเภท โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ค่ะ
หลอด Incandescent หรือ หลอดไส้
ไส้ธรรมดา หลอดไฟชนิดนี้ มีการใช้กันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยภายในหลอด จะมีไส้ที่ทำจากทังสเตน ซึ่งให้ความร้อนสูงมากระหว่างการใช้งาน จึงทำให้หลอดไฟชนิดนี้ประหยัดพลังงานน้อยที่สุด ระยะเวลาการใช้งานประมาณ 750 ชั่วโมง
ไส้ฮาโลเจน มีลักษณะคล้ายกับหลอดไส้ธรรมดา แต่แค่บรรจุสารตระกูลฮาโลเจนเข้าไปด้วย ซึ่งทำให้มีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไส้ธรรมดา 2-3 เท่า หรือประมาณ 1,500–3,000 ชั่วโมง หลอดประเภทนี้ส่วนใหญ่เน้นใช้กับงานส่อง เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด เครื่องฉายสไลด์ เป็นต้น
หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือ หลอดนีออน
คือหลอดไฟที่เป็นแก้ว มีลักษณะยาว ๆ โดยตัวหลอดมีไส้โลหะทังสเตนติดอยู่ที่ปลายทั้ง 2 ข้าง และในปัจจุบัน ถูกพัฒนามาในรูปแบบ หลอดตะเกียบ ซึ่งทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นหลอดไฟที่หาซื้อง่าย ราคาถูก และให้แสงที่สว่างมาก แต่ข้อเสียของหลอดไฟชนิดนี้ก็คือ เสียง่ายและค่อนข้างกินไฟค่ะ
หลอด LED (แอล อี ดี)
ในปัจจุบัน หลอด LED เริ่มเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะด้วยรูปทรง สีสันของแสง อายุการใช้งานยาวนาน และที่สำคัญประหยัดไฟแบบสุด ๆ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงทำให้ราคาหลอด LED อาจจะค่อนข้างสูงหน่อย แต่ก็คุ้มค่ากับการใช้งานค่ะ
4 เคล็ดลับการเลือกจัดแสงไฟ ให้เหมาะสำหรับบ้าน
พอเราได้รู้จักโทนของแสงไฟ และประเภทของหลอดไฟชนิดต่าง ๆ แล้ว พี่ไว้ใจมีเคล็ดลับในการเลือกจัดแสงไฟ ให้เหมาะกับการใช้งานภายในบ้านกันค่ะ
1. เน้นการใช้งานเป็นหลัก
เราควรพิจารณาว่า การวางตำแหน่งไฟ ที่เราจะติดตั้งนั้น เป็นจุดที่เราต้องการให้มีแสงสว่างส่องถึงมากน้อยแค่ไหน และเป็นพื้นที่ที่เราจะใช้ทำกิจกรรมอะไร ต้องการความสว่างที่เห็นชัดเจน หรือต้องการแค่ให้แสงไฟสลัว ๆ อบอุ่น สบายตา เพื่อให้เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น
2. มีแสงสว่างจากหลาย ๆ จุด
เรามักจะเห็น การวางตำแหน่งไฟ หลาย ๆ ดวงในห้องเดียวกัน เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอน นั่นก็เพื่อการใช้งานที่หลากหลายหน้าที่ และจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ห้องครัว
และถึงแม้ว่าภายในห้องครัว เราจะติดไฟที่ให้ความสว่างที่ชัดเจน เพื่อใช้ในการประกอบอาหารแล้ว แต่เพื่อความสวยงาม และการเพิ่มจุดเด่นให้กับเคาน์เตอร์ครัว หรือโต๊ะอาหาร คนส่วนใหญ่จึงมักติดโคมไฟประดับตกแต่ง ในจุดนั้น ๆ ด้วยค่ะ
3. เลือกประเภทของหลอดไฟให้เหมาะสม
เราควรเลือก ประเภทของหลอดไฟ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน และบริเวณห้องที่เราจะติดตั้งหลอดไฟ ซึ่งการเลือกหลอดไฟที่เหมาะสมกับห้องนั้น สำคัญพอ ๆ กับการเลือกใช้สีบนผนังเลยก็ว่าได้
แนะนำว่าบ้านไหนที่ทาสีผนังในโทนเย็น ควรใช้หลอดไฟ ที่มีแสงอบอุ่นอย่าง Warm White แต่ในทางกลับกัน ถ้าภายในห้องนั้น เราทาสีโทนมืด ก็ควรเลือกหลอดไฟ ที่ให้แสงสว่าง อย่าง Day Light และ Cool White ค่ะ
4. ระดับความสูงของเพดาน
และเคล็ดลับสุดท้าย ที่เราต้องคำนึงก่อนการเลือกจัดไฟ ก็คือ ระดับความสูงของเพดานที่เราจะติดไฟนั่นเองค่ะ เพื่อน ๆ อาจจะเคยสังเกตเห็น โคมไฟที่ห้อยระย้าตรงโต๊ะอาหาร หรือทางเดินขึ้นลงบันไดกันใช่ไหมคะ ซึ่งก่อนเราเลือกซื้อโคมไฟทุกครั้ง เราต้องวัดความสูงของพื้นที่นั้นเสียก่อน เพื่อไม่ให้โคมไฟสั้น หรือยาวเกินไป เพราะนอกจากจะดูไม่สวยงามแล้ว ยังมีผลต่อแสงสว่างของไฟอีกด้วยค่ะ
เทคนิคการวางตำแหน่งแสงไฟ ให้เหมาะกับห้องต่าง ๆ
ห้องน้ำ : เป็นห้องที่ต้องการแสงสว่างมากเป็นพิเศษ และถ้าเป็นไปได้ เพื่อน ๆ ควรติดตั้งช่องระบายอากาศไว้ด้วยนะคะ เพื่อเปิดรับแสงจากธรรมชาติ และให้ภายในห้องน้ำ มีอากาศถ่ายเทสะดวก นอกจากนี้ ยังช่วยให้ภายในห้องน้ำไม่เกิดความอับชื้น และเราไม่รู้สึกอึดอัด เวลาที่ใช้ห้องน้ำด้วยค่ะ
ห้องนั่งเล่น : การวางตำแหน่งไฟในห้องนั่งเล่น ถือว่าเป็นห้องที่สามารถเลือกใช้แสงไฟได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟแบบสลัว ๆ หรือแสงไฟสีขาวค่ะ ซึ่งเราสามารถเลือกสีและตำแหน่งได้ตามการใช้งานเลย
ห้องครัว : ควรเลือกใช้แสงไฟที่ส่องสว่างชัดเจน และที่สำคัญห้องครัว ควรที่จะต้องมีช่องแสงหรือหน้าต่าง เพื่อเปิดรับแสงจากธรรมชาติส่องสว่างเข้ามาด้วย นอกจากจะได้ความสว่างแล้ว ยังช่วยให้อากาศภายในห้องครัว ถ่ายเทสะดวกอีกด้วยค่ะ
ห้องนอน : บรรยากาศในห้องนอนควรที่จะต้องรู้สึกสงบ อบอุ่น และผ่อนคลาย เพราะเป็นห้องที่ใช้ในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ดังนั้น แสงไฟในห้องนอนจึงควรใช้แสงไฟที่ไม่สว่างมาก อาจจะเป็นแสงสีเหลืองนวล ๆ แต่ก็ต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยนะคะ
ห้องทำงาน : แสงไฟเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับห้องทำงาน จะต้องเป็นแสงที่ไม่สว่างจ้าจนเกินไป และรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้น ควรเลือกใช้เป็นแสงธรรมชาติ หรือหลอดไฟแสงสีขาว เพื่อทำให้แสงในห้องทำงานเพียงพอต่อการใช้งานค่ะ
สรุปส่งท้าย
สำหรับ การวางตำแหน่งไฟ ในบ้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของบ้าน ถ้าเราเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะให้ประโยชน์ด้านการใช้งานแล้ว แสงไฟ ในบ้าน ยังสามารถยกระดับให้บ้านของเราดูโดดเด่น มีสไตล์ และสีสันสวยงาม ไม่ว่าจะตอนกลางคืนหรือกลางวันอีกด้วยค่ะ เพื่อน ๆ อย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ ที่พี่ไว้ใจนำมาฝากไปลองปรับใช้กันดูนะคะ

















