สำหรับใครที่อยู่บ้านหลังเดิมมานานเกิน 10 ปี อาจมีความรู้สึกเบื่อหรือเจอปัญหาบ้านมีการชำรุด หรือพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ในบ้านไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ตามแบบที่ต้องการอีกต่อไป ซึ่งทางเลือกสำหรับ คนที่อยากปรับให้บ้านดูใหม่ แข็งแรงสวยงาม มีพื้นที่การใช้สอยเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลมากขึ้น ทางเลือกแรกก็คงเป็น การรีโนเวทบ้าน และบทความนี้ พี่ไว้ใจ ก็มีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกคน กับ ไอเดีย รีโนเวทบ้านเก่า ให้ใหม่ขึ้นด้วย 8 สไตล์บ้านที่ใช่ ลองมาดูกันว่าการรีโนเวทบ้านแต่ละแบบ จะมีจุดเด่นอย่างไร เทคนิคไอเดียต่าง ๆ จะมีประโยชน์สามารถนำไปปรับใช้ ให้เข้ากับการรีโนเวทบ้านเก่าของคุณได้มากน้อยแค่ไหนบ้าง
เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์โมเดิร์น
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ลอฟท์
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์มินิมอล
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ญี่ปุ่น
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ยุโรป & อังกฤษ
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์วินเทจ
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์รีสอร์ท
- รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ไทย

Credit : canva.com
1. รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์โมเดิร์น
สำหรับใครที่อยากรีโนเวทบ้านเก่าของตัวเองให้เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น พี่ไว้ใจขอแนะนำให้เริ่มต้นจาก การเลือกใช้สีขาวหรือเทาเป็นหลัก ลดการประดับตกแต่งสิ่งฟุ่มเฟือย ที่ไม่มีความจำเป็น ปรับพื้นที่บ้านให้ดูโปร่งโล่ง สบายตา แบ่งสัดส่วนชัดเจน และปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบเอนกประสงค์ หรือ Build-in เพื่อประหยัดพื้นที่ เพราะหัวใจหลักของบ้านสไตล์โมเดิร์น คือความโปร่งสบาย ทันสมัย เรียบหรู และเต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอยในทุกตารางนิ้ว
2. รีโนเวทบ้านเก่า สไตล์ลอฟท์
การรีโนเวทบ้านเก่าให้เป็นบ้านสไตล์ลอฟท์ สามารถทำได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น บ้านปูนหรือบ้านไม้ วัสดุสำหรับการปรับปรุง มักใช้เป็นปูนเปลือย ประตูและหน้าต่างแบบกระจก ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้กลายเป็นจุดเด่นด้วยพื้นที่โล่ง ดูโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี มีความยืดหยุ่นในการจัดวาง หรือสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ห้องในภายหลังได้

Credit : unsplash.com
3. รีโนเวทบ้านเก่า สไตล์มินิมอล
จุดเด่นของบ้านสไตล์มินิมอลอยู่ที่การตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้โทนสีแบบโมโนโทนหรือสีอ่อน และจัดบ้านให้ดูสะอาดตา กว้างขวาง โล่ง ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มากด้วยประโยชน์ และมีสไตล์ชัดเจน
การรีโนเวทบ้านให้เป็นสไตล์มินิมอล เหมาะบ้านที่มีโครงสร้างหรือรูปแบบที่ทันสมัยเรียบง่ายอยู่แล้ว และมีเฟอร์นิเจอร์ไม่มาก ใช้การปรับพื้นที่บ้านให้ใช้สอยได้สะดวก นิยมทาสีขาว ตัดกับสีเฟอร์นิเจอร์เป็นโทนอบอุ่น เช่น สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเทา
4. รีโนเวทบ้านเก่า สไตล์ญี่ปุ่น
จุดเด่นของบ้านสไตล์ญี่ปุ่น คือผนังสีขาวสะอาด หรือสีอ่อนเรียบง่าย ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มีดีไซน์เฉพาะสไตล์มินิมอล การรีโนเวทเป็นบ้านสไตล์นี้ สามารถทำได้ด้วย การเพิ่มประตูหน้าต่าง ที่เป็นสีพื้น เช่น สีขาว สีน้ำตาล สีเทา เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นงานไม้ที่โชว์พื้นผิวธรรมชาติ มีของตกแต่งน้อย เน้นความอบอุ่น ภายนอกมีจัดสวนเรียบ ๆ หรือจัดสนามหญ้า

Credit : canva.com
5. รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ยุโรป & อังกฤษ
จุดเด่นของการรีโนเวทบ้านเก่า ให้เป็นบ้านสไตล์ยุโรปหรืออังกฤษ คือ เน้นการใช้สีเอิร์ธโทน เช่น ขาวสว่าง น้ำตาล เทาน้ำเงินเข้ม ภายในผสมผสานด้วย เฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวียน งานไม้ หรือหนัง มีระเบียงสำหรับปลูกต้นไม้เล็ก ๆ หรือมีสวนไม้เลื้อยสไตล์อังกฤษหน้าบ้าน วัสดุที่นิยมใช้สำหรับการปรับปรุงบ้าน เป็นผนังปูนและอิฐที่คงทนแข็งแรง
6. รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์วินเทจ
หากเพื่อนๆ อยากรีโนเวทบ้านโดยยังคงเอกลักษณ์เดิม ให้เลือกปรับปรุงบ้านเป็นสไตล์วินเทจ ด้วยโทนสีพาสเทล ตัดกับกรอบประตูหน้าต่างสีขาวหรือสีครีม เลือกของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์แบบย้อนยุคมาเสริมเพิ่มให้ดูเข้ากันมากขึ้น พื้นที่ด้านในอาจเลือกใช้วอลเปเปอร์ที่มีลวดลายดอกไม้ เพิ่มความน่าสนใจให้กับบ้าน
7. รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์รีสอร์ท
สิ่งสำคัญของบ้านสไตล์รีสอร์ท คือการใช้ “ไม้” เป็นวัสดุหลักในการปรับปรุงบ้าน จุดเด่นคือชานพักหน้าบ้านที่สามารถตั้งโต๊ะเก้าอี้ ใช้สำหรับพักผ่อนรับลมได้ พื้นที่บริเวณหน้าบ้านจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงในการรีโนเวท นอกจากนี้ ควรเลือกประตูและหน้าต่างแบบกระจก ที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี
8. รีโนเวทบ้านเก่าสไตล์ไทย
การรีโนเวทบ้านไม้ สไตล์ไทย ที่นิยมใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ผสมการดีไซน์หลังคา ประตู ชานบ้านด้วยงานฉลุ สลัก และใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้หรือสีโทนธรรมชาติ แนะนำว่าควรเริ่มจากการวางแผนรูปแบบการใช้สอยพื้นที่ในบ้าน แล้วค่อยทำการรีโนเวท แต่ละส่วนของบ้านให้เข้ากับความต้องการ
เพื่อน ๆ อาจจะเลือกรีโนเวทบางห้องเป็นปูนผสมกับบ้านไม้เดิม เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และขยายพื้นที่ห้องก็ได้ และอย่าลืมเพิ่มความสดใสให้สวนด้วยไม้ดอกสไตล์ไทยหลากสีสัน
สรุปส่งท้าย
ข้อดีของการรีโนเวทบ้านเก่า นอกจากจะทำให้บ้านของเพื่อนๆ แข็งแรงขึ้น และมีสัดส่วนการใช้สอยที่ตอบโจทย์กับความต้องการของสมาชิกในครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก เมื่อเทียบกับการซื้อบ้านหลังใหม่ หรือต้องมาตามซ่อมแซมอยู่เรื่อยในภายหลัง










